โฆษกกห.แจงงบกลาโหมตั้งแต่ปี 36-62 ต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ตรวจสอบได้ ชี้งบประมาณมาจากภาษีประชาชน ทหารก็เสียภาษี พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ขออย่าพูดลอย ๆ บิดเบือน

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ได้รับการจัดสรรตั้งแต่ปี 2536-2562 โดยให้เหตุผลว่ามีการบิดเบือนข้อมูลและให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจากคนบางกลุ่ม จึงจำเป็นต้องชี้แจงให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริง ซึ่งภารกิจของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการทหารเท่านั้น ยังมีภารกิจพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติและการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งการพิจารณางบประมาณของกระทรวงกลาโหม ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในวิถีประชาธิปไตย เช่นเดียวกับกระทรวงอื่น ๆมาทุกยุคทุกสมัย ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนหรือซ่อนเร้น ซึ่งแต่ละกระทรวงจะมีสัดส่วนงบประมาณของตัวเอง ไม่มีการโยกงบข้ามกระทรวง เมื่อเปรียบเทียบแล้วงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจะอยู่ในลำดับที่ 4 โดยลำดับที่ 1 คือกระทรวงศึกษาธิการ 2. กระทรวงมหาดไทย 3. กระทรวงการคลัง

“ถ้าเทียบงบประมาณตั้งแต่ปี 2549 – 2562 กระทรวงกลาโหมได้รับการอนุมัติงบประมาณคิดเป็น 7.79 % หรือ 1.48 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แต่ถ้าย้อนไปปี 2536-2541 กระทรวงกลาโหมได้รับจัดสรรเฉลี่ย 12.7 % ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนปี 2542 หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ได้รับจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 9.34 % ปี 2543-2549 กระทรวงกลาโหมได้รับจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 7.76 % สำหรับปี 2562 ได้รับการอนุมัติงบประมาณ 227,126.57 ล้านบาท คิดเป็น 7.57 % ของงบประมาณทั้งประเทศ หรือ 1.31 % ของ GDP ทั้งประเทศ” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหม ปี 2562 แยกเป็นงบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 46.87 % หรือประมาณ 106,460 ล้านบาท งบภารกิจพื้นฐาน 23.79% หรือ 54,042 ล้านบาท งบภาระผูกพัน 14.58 % หรือ 33,117 ล้านบาท และงบโครงการต่าง ๆ 14.75% หรือ 33,506 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณกระทรวงกลาโหมของไทยกับประเทศอาเซียนแล้ว กระทรวงกลาโหมของไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 6 เทียบเท่ากับฟิลิปปินส์ และหากดูภาพรวมของตัวเลขแต่ละปีแล้ว ประเทศอาเซียนจัดสรรงบตามขนาดผลประโยชน์ของประเทศเพื่อเสริมสร้างกำลังของกองทัพในการดูแลประเทศ

“งบประมาณของประเทศคือภาษีของประชาชน ซึ่งทหารและข้าราชการทุกคนก็เสียภาษีด้วยเช่นกัน  การแถลงข่าววันนี้เกิดจากมีการให้ข้อมูลคาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงและอาจเกิดการเข้าใจผิด โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีของรัฐบาลคสช.ที่มีการระบุว่ากลาโหมใช้งบไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ควรดูตัวเลขแต่ละปีให้รอบคอบ แม้ว่าวงเงินที่กระทรวงกลาโหมได้รับแต่ละปีจะเพิ่มขึ้น ก็เพิ่มไปตามงบภาพรวมรายจ่ายประจำปี ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน  ซึ่งในอดีตวงเงินงบประมาณภาพรวมอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาท แล้วพัฒนามาเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท ปัจุจุบันขึ้นมาที่กว่า 3 ล้านล้านบาทแล้ว” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

เมื่อถามว่าหากตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10% จะส่งผลกระทบต่อกองทัพหรือไม่ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า จะส่งผลกระทบในหลายส่วน ไม่ใช่เพียงงานด้านความมั่นคงทางทหาร แต่กระทบไปถึงการช่วยเหลือประชาชน การแก้ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ขณะเดียวกันกองทัพก็พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อทำความเข้าใจไปด้วยกัน และพร้อมปรับลดขนาดกองทัพให้เหมาะสมเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เพียงแต่อยากได้รายละเอียด ไม่ใช่การพูดลอย ๆ  ส่วนประเด็นการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ต้องมีแรงจูงใจในการให้ประชาชนเข้ามาสมัครมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของเงินเดือนและสวัสดิการที่ต้องเพิ่มขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

เมื่อถามย้ำว่า มีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ เหตุใดพรรคการเมืองจึงเน้นเสนอตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีกระทรวงอื่น สาเหตุเนื่องมาจากทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมืองใช่หรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตอบลำบาก อยากให้ไปถามฝ่ายการเมืองมากกว่า ซึ่งหากประชาชนไม่ต้องการ ทหารจะมาด้วยวิธีไหนก็อยู่ไม่ได้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป บ้านเมืองมีระบบที่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่คน คนเราต้องมีความเปลี่ยนแปลง พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น

“ส่วนช่วงนี้มีการโจมตีทหารเพราะขายข่าวได้นั้น ผมไม่ขอแสดงความเห็น แต่ยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี  อยู่ในกระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้ โปร่งใสมากขึ้นตามพระราชบัญญัติงบประมาณที่ออกมาใหม่ การเป็นรัฐบาลทหารไม่ได้เอื้อเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับกองทัพ โดยสัปดาห์หน้า จะชี้แจงเรื่องการเกณฑ์ทหารภายหลังการประชุมสภากลาโหม”  โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว.